ราคาค่าซักแห้งเสื้อสูท (ทั่วโลก)

วันนี้เราจะพาไปดูกันนะคะว่า ราคาค่าซักแห้งเสื้อสูทที่แพงที่สุดและถูกที่สุด (ในโลก) อยู่ที่ไหนกันบ้าง…จากผลสำรวจกว่า 100 เมืองใหญ่ทั่วโลก ในปี 2018 

เมืองที่ค่าซักแห้งเสือสูทแพงที่สุดในโลกได้แก่ เมือง Oslo ในประเทศ Norway ค่าส่งซักแห้งเสื้อสูทเพียงครั้งเดียวมีราคาสูงถึง $52.03 หรือประมาณ 1,700 บาท

สำหรับประเทศที่ค่าซักแห้งเสือสูทถูกที่สุดในโลกได้แก่ เมือง Jakarta ประเทศ Indonesia ซึงมีค่าบริการซักแห้งเสื้อสูทอยู่ที่ $2.20 หรือ 72 บาท เท่านั้น

สำหรับประเทศไทยค่าซักแห้งเสือสูท อยู่ราวๆ 150-250 บาท หรือประมาณ $4.5 เท่านั้นเมื่อเทียบกับค่าคลองชีพแล้วก็พอจะสมเหตุสมผลอยู่บ้างนะคะ

จำนวนกระดุมบนเสื้อสูท

จำนวนกระดุมบนเสื้อสูท สำหรับเสื้อสูทแบบแถวเดียว จำนวนกระดุมที่ใช้งานกันทั่วไป มีกระดุมตั้งแต่ 1 กระดุม, 2 กระดุม, 3 กระดุม สำหรับเสื้อสูทสากล และ 4-5 กระดุม สำหรับเสื้อสูทแบบแจ็คเก็ตหรือเสื้อสูทแบบคอตั้งและคอจีน

ส่วนจำนวนกระดุมบนเสื้อสูทแบบป้าย หรือ ที่เรียกอีกอย่างว่ากระดุม 2 แถว จำนวนกระดุมบนเสื้อสูทจะเริ่มต้นที่ 4 กระดุม และ 6 กระดุม ตามลำดับ โดยจะแตกต่างกันในรายละเอียดรูปแบบปลีกย่อย เช่น 6 กระดุม ติดจริง 2 เม็ด หรือ 6 กระดุม ติดจริง 3 เม็ด

เสื้อสูทแบบแถวเดียวจำนวน 1-3 กระดุม การเลือกใช้งานนั้นนอกจากลักษณะของงานที่ต้องการส่วมใสเสื้อสูทไปร่วมงานแล้ว ยังขึ้นอยู่กับความสูงของผู้สวมใส่ด้วย กรณีที่เป็นคนตัวสูงสามารถเลือกสวมใส่เสื้อสูทแบบ 3 กระดุมได้ ส่วนหากใครที่ไม่สูงมากนักทางร้านแนะนำให้เลือกใช้เสื้อสูทแบบ 1 กระดุม และ 2 กระดุม จะสวมใส่ได้เหมาะสมกว่าค่ะ หากต้องการสั่งตัดเสื้อสูทอย่าลืมสอบถามกับเราก่อนนะคะ ทีมงานมืออาชีพพร้อมให้คำแนะนำค่ะ

 

ปกเสื้อสูทแบบต่างๆ

ปกเสื้อสูท ที่ได้รับความนิยม และพบเห็นบ่อยมากที่สุด มีอยู่ 3 รูปแบบ

รูปแบบแรก ได้แก่ปกเสื้อสูทแบบ ปกแหลม (Peak Lapel) ซึ่งรูปแบบของปกแหลมจะแตกต่างกันออกไปตามขนาดความกว้างของตัวปกเองค่ะ,

รูปแบบที่สอง เป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยมสูงสุด ถือเป็นแบบปกติมาตราฐานของเสื้อสูทก็ว่าได้ รูปแบบปกชนิดนี้ได้แก่ ปกเทอร์เลอร์ หรือ ปกป้าน (Notch Lapel) ปกเทอร์เลอร์สามารถใช้งานได้กับเสื้อสูททุกรูปแบบ ทั้งเสื้อสูทสากล จนถึง เสื้อสูทแบบแฟชั่น โดยสามารถปรับความกว้างขอปกได้ตามความเหมาะสมของผู้สวมใส่ เหมาะกับทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ทุกช่วงวัย,

รูปแบบที่สาม จะพบเห็นได้บ่อยที่สุดบนชุดทักซิโด้ ปกของเสื้อสูทรูปแบบนี้คือ ปกกล้วยหอมนั้นเอง (Shawl Lapel)

กระเป๋าเสื้อสูท

กระเป๋าเสื้อสูท สำหรับสูทองค์กรไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือภาคเอกชน หากต้องการนำโลโก้องค์กรปักเข้าไปในตัวเสื้อสูทที่สั่งตัด สามารถทำได้หลายรูปแบบด้วยกันค่ะ โดยเบื้องต้นต้องพิจารณาจากลักษณะโลโก้ขององค์กรว่าเป็นรูปแบบใด แบบวงกลม แบบตัวหนังสือ และมีรายละเอียดของโลโก้มากน้อยเพียงใด แล้วเรามาเลือกรูปแบบการปักโลโก้ลงบนกระเป๋าเสื้อสูทที่สั่งตัดได้เลยค่ะ

1.ปักลงบนตัวเสื้อ รูปแบบนี้จะดูกลืนกับตัวเสื้อสูทมากที่สุด ดูเรียบร้อย สามารถใช้กับโลโก้ได้ทุกรูปแบบ แต่ข้อเสียมีอยู่ว่าเสื้อสูทตัวนั้นจะไม่สามารถไปใช้งานอื่นได้เลยนะคะ

2.ปักแบบกระเป๋าปะ (รูปกลาง) รูปแบบนี้จะคล้ายๆกับการปักลงบนตัวเสื้อค่ะ แต่กรณีที่ไม่ใช้งานเสื้อสูทตัวนั้นในองค์กรแล้วยังสามารถแกะตัวกระเป๋าออกจากตัวเสื้อสูทได้ (ถ้าเสื้อสูทตัวนั้นไม่เก่าเกินไปมากนัก)

3.ปักโลโก้แบบลิ้น (รูปซ้าย) เป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยมมากที่สุดเพราะสามารถพับเก็บหรือแกะออกจากตัวเสื้อได้ตามต้องการ สามารถใช้ได้ทั้งงานองค์กรและงานส่วนตัว และสามารถใช้กับโลโก้ได้ทุกรูปแบบไม่ว่าจะวงกลม สี่เหลี่ยม หรือ ตัวหนังสือก็ตาม

4.ปักโลโก้ที่ขอบกระเป๋า (รูปขวา) เหมาะกับโลโก้ขององค์กรที่เป็นตัวหนังสือ หรือ มีรูปแบบตามแนวกว้าง บางครั้งทางองค์กรอาจไม่ชอบที่จะให้ตัวโลโก้โดดเด่นมากเกินไปนักก็มักจะเลือกใช้วิธีนี้ แต่วิธีนี้จะไม่สามารถถอดตัวโลโก้ออกได้นะคะ เพราะขั้นตอนในการถอดออกจะยุ่งยากและต้องซื้อผ้ามาทำกระเป๋าใหม่ด้วยค่ะ

5.ใช้เข็มกลัดหรือโลโก้แม่เหล็ก รูปแบบนี้ไม่เกี่ยวกับเสื้อสูทโดยตรงเพราะต้องหาซื้อหรือสั่งผลิตแยกต่างหาก แต่ก็เป็นวิธีที่สามารถทำได้เช่นกันค่ะ

รูปแบบชุดสูท

รูปแบบชุดสูท หลักที่ใหญ่ที่สุดของเสื้อสูทคือจำนวนกระดุมและการจัดว่างต่ำแหน่ง วันนี้ร้านสูทบัวบูขา ขอมาแนะนำรูปแบบของชุดสูทเบื้องต้นว่ามีกี่แบบและแต่ละแบบนั้นเหมาะสมกับงานรูปแบบใดกันบ้าง

แบบแรก เสื้อสูทแบบป้าย หรือ เสื้อสูทแบบกระดุมสองแถว เหมาะกับการสวมใส่อย่างเป็นทางการ ที่สำคัญการสวมใส่เสื้อสูทรูปแบบกระดุมสองแถวนั้นต้องติกกระดุมตลอกเวลานะค่ะ

แบบที่สอง เสื้อสูทแบบกระดุมแถวเดียว เป็นเสื้อสูทแบบมาตราฐานที่พบเห็นได้บ่อยที่สุด เหมาะกับทั้งสวมใส่แบบทางการหรือจะสวมใส่แบบลำลองก็ได้ ส่วนจำนวนกระดุมก็มีตั้งแต่ 1-5 กระดุมค่ะ

แบบที่สาม เสื้อสูทแบบทักซิโด้ เป็นเสื้อที่เหมาะกับงานเลี้ยงยามค่ำคืน ไม่ว่าจะเป็นแขกหรือเจ้าภาพก็สามารถสวมใส่เสื้อสูททักซิโด้ได้นะคะ อีกอย่างเสื้อสูททักซิโด้นั้นเป็นแบบสั้นเช่นเดียวกับเสื้อสูทสากลทั่วไปเลยนะค่ะ

เนื้อผ้าที่ใช้ตัดชุดสูท

เนื้อผ้าที่ใช้ตัดชุดสูท มีหลากหลายชนิดแต่ตัวอย่างที่พบเห็นได้ทั่วไป ได้แก่ผ้าขนสัตว์แบบถัก ซึ่งเป็นเนื้อผ้าที่หนักและให้ความอบอุ่น ทนทานมาก ผ้าลินิน ที่มีน้ำหนักเบส สวมใส่แล้วจะรู้สึกเย็บเมื่อสัมผัส ผ้าฝ้าย ให้ความนุ่ม ระบายอากาศได้ดี แต่ไม่ทนทานมากนัก ผ้ากำมะหยี่ มีลักษณะที่แข็งกระด้าง อยู่ทรงมาก ผ้าไหม เป็นผ้าที่ให้ความมันเงา มีลายในตัวเอง ทนทานและน้ำหนักเบา

ซึ่งคุณสมบัติของผ้าชนิดต่างๆที่กล่าวไปนั้น ร้านสูทบัวบูชา ขอแนะนำเนื้อผ้าที่นำมาใช้ตัดสูทสำหรับอากาศในบ้านเราบ้างนะคะ ทั่วไปในประเทศไทยจะใช้รูปแบบผสมเช่นผ้าขนสัตว์ผสมไนล่อนหรือโพลีเอสเตอร์ ผ้าฝ้ายผสมโพลีเอสเตอร์ เนื่องจากเป็นการนำคุณสมบัติของเนื้อผ้าทั้งสองมาใช้งาน จึงสามารถทำให้ชุดสูทตัวนั้นเหมาะกับสภาพอากาศแบบประเทศไทย ที่มีความร้อนตลอดทั้งปี รวมถึงการรักษาที่เหมาะสมกับท้องถื่นด้วย

เราจะพบเห็นว่าเสื้อสูทราคาแพงจากต่างประเทศหากนำมาใช้ในสภาพอากาศแบบประเทศไทยแล้วอาจไม่เหมาะสมอีกทั้งการดูแลรักษาก็ยากอีกด้วย แถมราคาที่สูงจนเรียกว่าหลายๆคนเข้าถึงได้ยากมากค่ะ

การดูแลรักษาเสื้อสูท

การดูแลรักษาเสื้อสูท นั้นคุณลูกค้าหลายๆท่านส่งเสื้อสูทเข้าร้านซักแห้งบ่อยเกินความจำเป็น ในต่างประเทศที่มีอากาศหนาวเย็นนั้นปกติหากสวมใส่เสื้อสูทตัวนั้นไม่บ่อย ก็มักจะส่งเสื้อสูทเข้าร้านซักแห้งเพียงปีละครั้ง หรือหากสวมใส่เสื้อสูทเป็นประจำทุกวันก็อาจจะนำเสื้อสูทนั้นส่งซักบ่อยมากขึ้น 1-3 เดือนครั้ง การส่งเสื้อสูทซักแห้งนั้นควรทำเท่าที่จำเป็น และไม่มีความจำเป็นที่ต้องส่งซักแห้งทุกครั้งที่มีการสวมใส่เสื้อสูท เพราะจะทำให้เนื้อผ้าเสื่อมสภาพอย่างรวดเร็วเกินไป

สำหรับประเทศไทยซึ่งมีอากาศร้อน การส่งเสื้อสูทซักแห้งเพียงปีละครั้งอาจไม่เหมาะสม ร้านสูท บัวบูชา ขอแนะนำว่าหากคุณลูกค้าสวมใส่เสื้อสูทตัวนั้นเพียงระยะเวลาสั้นๆ ต่อครั้ง สามารถใช้วิธีการต่อไปนี้เพื่อเป็นการดูแลรักษาเสื้อสูทได้ค่ะ

1.หาสูทสลับกันสวมใส่ เพื่อให้เสื้อสูทแต่ละตัวไปคืนตัว ระบายอากาศบ้าง จะทำให้กลิ่นอับน้อยลง

2.ก่อนนำกลับมาส่วมใส่อีกครั้ง การเสื้อสูทมีรอยยับให้ใช้เตารีดไอน้ำรีดโดยใช้ไฟอ่อนๆ เพิ่มให้เสื้อสูทกลับมาเรียบอีกครั้ง

3.เมื่อเลิกใช้งานเสื้อสูทแล้วให้แขวนด้วยไม้แขวนสำหรับเสื้อสูทโดยทันที ทำให้เสื้อสูทคืนรูปและรักษาทรงของเสื้อสูทเอง

4.อย่าลืมใส่เสื้อสูทไว้ในถุงคลุมสูททุกครั้ง เพื่อป้องกันฝุ่นละอองต่างๆที่จะมาเกาะติดที่ตัวเสื้อสูท

เมื่อเราสวมใส่เสื้อสูทไปแล้วซัก 2-3 ครั้ง หรือ ครั้งใดที่ใช้งานกลางแจ้งที่ต้องเปื้อนเหงื่อตลอดทั้งวันก็ค่อยส่งเสื้อสูทตัวนั้นเข้าร้านซักแห้งใหญ่สักครั้งนะคะ

เสื้อสูทสีนิยม 3 สี ที่คุณผู้ชายต้องมี

วันนี้ขอมาแนะนำ เสื้อสูทสีนิยม 3 สี ที่คุณผู้ชายนิยมมีไว้ติดตู้เสื้อผ้ากันค่ะ

สีแรกเลยที่เชื่อได้ว่าคุณผู้ชายร้อยละ 80 ต้องมี ถูกต้องค่า...เสื้อสูทสีดำนั้นเอง สามารถใส่ได้ทุกงานทุกโอกาสเลยค่ะ

อันดับต่อมาเสื้อสูทที่ใส่ได้เกือบทุกงานเช่นกัน แถมยังดูไม่ทางการมากในวันสบายๆ โดยสามารถสวมใส่คู่กางเกงยีนต์ตัวเก่งแบบเบลเซอร์ก็ได้ เสื้อสูทสีที่ได้รับความนิยมรองลงมาก็คือ...เสื้อสูทสีกรมเข้มนั้นเองค่า (Navy blue suit)

อันดับสุดท้ายแน่นอนคงหนีไม่พ้น เสื้อสูทสีเท่าเข้มหรือเรียกหรูๆว่า Charcoal นะคะ (Dark grey suit)

วิธีการวัดตัวเสื้อสูท

วิธีการวัดตัวเสื้อสูท มี 6 ส่วนหลักที่ต้องการดังนี้

1.รอบอก

2.รอบเอว

3.รอบสะโพก

4.ความกว้างไหล่

5.ความยาวแขน

6.ความยาวเสื้อ

ส่วนอื่นๆ เช่น บ่าหน้า บ่าหลัง คอ อกห่าง อกต่ำ เอวต่ำ กล้ามแขน วงแขน ปลายแขน หากคุณลูกค้าสามารถวัดเพิ่มเติมมาได้ก็จะทำให้การตัดง่ายและแม่นยำยิ่งขึ้น แต่หากไม่สามารถวัดได้ มีเพียงแค่ทั้ง 6 ส่วนข้างต้นทางร้านก็สามารถตัดชุดได้แล้วครับ

ประวัติชุดปกติขาว ความเป็นมาของชุดปกติขาว

ประวัติชุดปกติขาว หรือ ชุดข้าราชการปกติขาว หรือ ชุดข้าราชการแบบคอตั้งที่ข้าราชการใช้สวมใส่กัน หลายคนเรียกอีกอย่างว่า “เสื้อราชปะแตน”

เสื้อราชประแตนนั้นเกิดขึ้นเมื่อ พุทธศักราช 2415 ภายหลังพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสชวาทรงเห็นว่าการแต่งตัวแบบฝรั่งนั้นไม่เหมาะประสภาพอากาศร้อยแบบประเทศไทย ทรงโปรดให้ตัดเสื้อใส่เล่นแบบปิดตั้งแต่คอ มีดุมกลัดตลอด เพื่อไม่ต้องผูกเน็คไท โดยเจ้าพระยาภาสกรวงศ์ ราชเลขานุการ ได้ทูลถวายชื่อว่า ราชแพตเทิร์น (ราช ผสมกับคำอังกฤษ Pattern) นี่คือที่มาของชุดข้าราชการปกติขาวที่ข้าราชการไทยใช้กันมาจนถึงปัจจุบัน

ประวัติชุดสีกากี ชุดข้าราชการทำไมต้องสีกากี

ว่าด้วย ประวัติชุดสีกากี ลูกค้าเคยสงสัยไหมครับว่าทำไมชุดข้าราชการต้องเป็นสีกากี แล้วสีกากีมาจากไหน?

คำว่า กากี หากเราค้นหาใน พจนานุกรมสามารถสะกดเป็นภาษาอังกฤษได้ดังนี้ Khaki ซึ่งมีความหมายว่า [adj.] ซึ่งเป็นสีกากี [syn.] brownish-yellow [adj.] ทำด้วยผ้ากากี

คำว่า “กากี” เดิมเป็นคำที่นำมาจากภาษาอูรดูซึ่งมีความหมายว่า สีของดิน โดยได้รับมาจากภาษาเปอร์เซียอีกทอดหนึ่ง ซึ่งมีความหมายว่า “ดิน” เครื่องแบบข้าราชการสีกากีนั้นมีที่มาตั้งแต่สมัยยุดล่าอาณานิคม ซึ่งทหารอังกฤษใช้เป็นเครื่องแบบสำหรับทหารที่ประจำการอยู่ ณ ประเทศอินเดีย เหตุที่ต้องสวมใส่เครื่องแบบสีกากีนั้นเพราะเชื่อว่า สีกากี นั้นดูความร้อยน้อยทำให้เหมาะกับประเทศในเขตร้อน ซึ่งในยุคสมันนั้นซึ่งเป็นยุคล่าอาณานิคมประเทศไทยมีการปฎิรูปประเทศและระบบราชการ จึงมีการนำชุดข้าราชการสีกากีมาใช้เป็นเครื่องแบบข้าราชการจนถึงทุกวันนี้

“สีกากีเป็นสีของดิน ฉะนั้นข้าราชการต้องติดดิน อยู่กับประชาชน เพื่อรับใช้ประชาชน”

โทนสีกากี ที่ใช้ทำชุดข้าราชการ

โทนสีกากี ที่ถูกกำหนดไว้ในหนังสือชื่อ Dictionary of Color ซึ่งเป็นมาตราฐานสำหรับการตั้งชื่อสีตั้งแต่ปี 1930 เมื่อมีการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ โทนสีกากีดังกล่าวในหนังสือสามารถเทียบได้กับสีบนคอมพิวเตอร์ หรือเรียกอีกอย่างว่า Web Color ได้ในรูปแบบ HTML/CSS ได้ตามนี้ค่ะ

Hex triplet #C3B091

sRGB (195, 176, 145)

HSV (37 ํ, 26%, 76%

จะเห็นว่าโทนสีกากีดังกล่าวก็เป็นที่นิยมและถือเป็นโทนสีส่วนใหญ่ที่เราพบเห็นได้บนชุดข้าราชการสีกากี ของข้าราชการพลเรือนในประเทศไทยด้วยค่ะ